กิจกรรมเข้าจังหวะ

posted on 21 Jun 2013 04:04 by joebongo

 

  • ไม่รู้ทำไม แต่จำได้แม่นเลยว่าเมื่อตอนฝึกงานจูเนียร์ เคยอัพบล็อกไปทีนึง แล้วพี่หมี อาร์ตไดอะเดย์ เข้ามาเม้นต์ประมาณว่า ด้วยความที่เป็นมือเปอร์คัสชั่น (อันเป็นตำแหน่งในวงดนตรีที่เกี่ยวข้องกับจังหวะ) พี่เชื่อว่าโจ้ต้องควบคุมจังหวะชีวิตของตัวเองได้ดีแน่ๆ
  • หลังจากนั้นหลายปี ผมทำงานมาร่วม 3 ปี เปลี่ยนที่ทำงานมา 2 ที่ เรียนจบปริญญาตรี 1 ใบ (หลังจากเรียนมาราธอนมา 7 ปี) เล่นดนตรีไป 2 วง กับงานแฟต 2 ครั้ง บิ๊กเมาน์เท่นอีก 2 ครั้ง และล่าสุดกับพ็อกเก็ตบุ๊ก 1 เล่มแรก
  • ตัดภาพกลับไปที่ตอน ม.ต้น ชีวิตผมไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเข้าเรียน ออกไปกินข้าวเที่ยง เลิกเรียน แวะไปเล่นการ์ดกับเพื่อน บางวันก็เดินเนิร์ดเข้าไปอ่านหนังสือ (ที่ไม่เกี่ยวกับวิชาเรียน) ที่ห้องสมุด แล้วก็กลับบ้าน แหม่... อัตราเร่งมันช่างต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
  • ผมรู้สึกว่าชีวิตมันมีจังหวะของมัน
  • แต่ไม่ได้บอกว่าเราต้องควบคุมจังหวะชีวิตตัวเองให้ได้ เพราะไม่มีทางที่เราจะควบคุมชีวิตได้ทั้งหมด
  • ผมนึกถึงทวีตนึงของตัวเอง ที่ผมโพสต์ไปว่า “ชีวิตมันมีจังหวะของมัน เราควบคุมไม่ได้ เพียงแต่อย่าเร่งเมื่อมันเอื่อย และอย่าเฉื่อยเมื่อมันเร็ว” ผมทวีตไปด้วยรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
  • ในภาษาดนตรี เรามีศัพท์ว่า กรู๊ฟ (groove) อันหมายถึงความเข้ากันหรือฮาร์โมนี ของทุกอย่างในวง
  • ยกตัวอย่างเอาง่ายๆ ลองนึกถึงวงดนตรีวงหนึ่ง ที่เล่นกีตาร์เป็นดิสโก้ แต่ตีกลองสามช่า และร้องแบบลุลา อืม อันเนี้ย ไม่กรู๊ฟ
  • แต่กลับกัน ถ้าจังหวะกลองตรงท่อนนั้น มันช่างสอดรับกับจังหวะที่กีตาร์สอดขึ้นมาตรงนี้ และนักร้องก็ช่างร้องเพลงได้เข้ากันกับดนตรี แดนเซอร์ก็เต้นจังหวะเดียวกับอารมณ์ของเพลง ส่วนไฟบนเวทีก็เร้าอารมณ์เสียเหลือเกิน จนเราต้องโยกหัวคล้อยตาม หรือดิ้นสุดแรงเกิดไปกับจังหวะดนตรี นั่นแหละที่เรียกว่า กรู๊ฟ
  • ผมว่าชีวิตมันมีจังหวะของมันจริงๆ นะ
  • ผมยังคงเชื่อความคิดเชยๆ อย่าง ‘คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่าง’
  • ลองนึกว่าเรากำลังเดินทาง ไหลล่องไปตามสายธารของชีวิต โดยเป็นเราเองนั่นแหละ ที่เลือกเส้นทางไปแล้วในจุดใดจุดหนึ่ง และเราก็ใช้ชีวิตไปตามเส้นทางนั้น โดยมีซาวนด์แทร็กเปิดคลอๆ ประกอบการเดินทาง
  • และหน้าที่ของเราเองก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการทำตามโจทย์ของชีวิตอย่างสุดความสามารถ
  • ในภาพยนตร์ The Matrix Reloaded เทพพยากรณ์เอ่ยกับนีโอว่า “เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อเลือก เธอได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางของเธอไปแล้ว”
  • “เธอมาที่นี่เพื่อทำความเข้าใจว่า ทำไมเธอถึงเลือกเส้นทางนี้”
  • แต่นี่ไม่ใช่ความหมายของคำว่า ‘ปล่อยไปตามยถากรรม’ นะ เราไม่ได้ปล่อยทุกอย่างให้ล่องไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ แต่อย่างที่บอก เราต้องทำอย่างเต็มความสามารถ
  • เราต้องอย่าเร่งเมื่อชีวิตมันเอื่อย และอย่าเฉื่อยเมื่อชีวิตมันเร็ว
  • ถ้าเราเร่งเร้าชีวิตมากในช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังเอื่อย เราก็จะร้อนใจ ทุกข์ใจ เพราะชีวิตไม่ได้เร็วอย่างที่ใจต้องการ แต่กลับกัน หากเราเฉื่อยในช่วงที่ชีวิตกำลังเร็ว มีงานประเดประดังถาโถมเข้ามาแต่เรากลับเอื่อยเฉื่อยแบะแฉะ มันก็เป็นการปล่อยโอกาสไปเสียเฉยๆ (นี่อาจเป็นความหมายของ ‘ปล่อยไปตามยถากรรม’)
  • การสวนทางกับจังหวะชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับการขัด ‘กรู๊ฟ’ ของชีวิตเราเอง ที่ใครฟัง หรือแม้แต่ตัวเรานึกย้อนกลับมาฟังเองก็ต้องสะดุด เพราะฟังยังไงก็ไม่เข้ากัน
  • ฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำคือลื่นไหลไปกับจังหวะและทุกตัวโน้ตของกรู๊ฟเพลงแห่งชีวิตของเราเอง เพื่อผลลัพธ์บางประการที่เป็นเป้าหมายของเราในบั้นปลาย ที่แม้แต่เราเองก็ไม่อาจรู้หรอกว่าคืออะไร แต่เรามุ่งหมายไปเพื่อสิ่งนั้น
  • ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คือช่วงเวลาที่ผมทำความเข้าใจกับจังหวะนั้น พูดตามตรงว่าตามทันบ้างตามไม่ทันบ้าง เพราะชีวิตช่วงนี้บรรเลงไปด้วยเทมโปราว 600 จุด เร็วเหลือเกิน จนบ้างครั้งผมต้องแอบพักหอบหายใจ
  • แต่นั่นคือสิ่งที่ผมจะทำ ผมพยายามจะตามจังหวะชีวิตตัวเองให้ได้อย่างสอดคล้อง
  • เพื่อความ ‘กรู๊ฟ’
  • บางทีคนที่ควบคุมจังหวะชีวิตได้อาจไม่มีอยู่ในโลก และคนที่พยายามควบคุมจังหวะนี้ก็อาจสะดุดล้มหน้าคะมำ ทุกข์ระทมกับความคาดเดาไม่ได้ของชีวิตกันไปหลายราย
  • คนที่ใช้ชีวิตได้ดีที่สุด อาจเป็นคนที่รู้จังหวะชีวิตของตัวเองดีที่สุดก็เป็นได้

 

*เปิดเพลง จังหวะชีวิต ของ Soul After Six ประกอบ ท่าจะกรู๊ฟดี

 

Tags' Tales : Fat Fest. Krungthep

posted on 13 Feb 2012 02:50 by joebongo directory Lifestyle, Travel, Diary
ผมพบว่าตัวเองชอบเก็บ Tag ครับ แม้งานจะจบไปแล้วไม่รู้จะเก็บไว้ทำมะเขืออะไร แต่ไอ้ป้าย Tag นี่มันก็เป็นอนุสรณ์สถานชั้นดี ที่ recall เรืองราวเก่าๆ ให้กลับมามีชีวิตโลดแล่นในจินตนาการของเราอีกครั้ง
ไปเริ่มจาก Tag ล่าสุดนี่เลยแล้วกัน :)
.
..
...
...
..
.
- เรื่องมันเริ่มมาจากผมทำซีดีซิงเกิ้ล Alarm9 ไว้ 2 เพลง เลยคิดว่าน่าจะเอามาขายที่แฟตเฟสดีกว่า ชิวๆ มันๆ
- เป็นงานแฟตเฟสฯ ครั้งแรก ที่มาในฐานะคนจัดบูท
- บัตรที่เห็นเป็นบัตร Artist เพราะมาเล่นกับ Past Tales ด้วย
- และเพื่อไม่ให้บูทเงียบเหงาเกินไป ก็เลยชวนป๊อกกี้จาก That day มาขายเสื้อยืด That day และหนังสือวันก่อนครับเล่มใหม่ล่าสุด ร้อนๆ จากแท่นพิมพ์ มาวางขายที่บูทควบคู่กันไป
- ซึ่ง That day ก็ทำการเนรคุณด้วยการขายดีกว่าซะงั้น ฮ่าๆๆๆ แหม่ ของเค้าดังจริงๆ
- สรุปยอดด้วยปิดงานด้วยยอดขายซีดี 11 แผ่นถ้วน!! เกินคาดนิดๆ เหมือนกัน ฮ่าๆๆ
- ความผิดจุดอย่างนึงของการมาขายคราวนี้คือ มีคนเดินมาถามว่ามีซีดีอัลบั้มอะเดย์ขายมั้ย? คือบูทผมไม่ใช่บูทอะเดย์นะครับ... ดูหน่อย...
- การอยู่บูทควรมีพัดลมและของกิน คอนเฟิร์ม! ไม่งันเราจะร้อนจนตับเน่า และเหงาปากเกินไป
- ประทับใจที่สุดของงานคือ เท้าความก่อน... ปกติเนี่ยเวลาคนมาซื้อซีดีเราเนี่ย เค้าจะลอยหน้าลอยตามาครับ แบบว่า นี่เพลงใครเนี่ย ไม่รู้จักเลย กี่บาทนะ... อ๋อ 79 หรอ... (ใช่ครับ เขียนไว้ข้างหน้าแน่ะ) เออ มีสองเพลงใช่มะ (ก็แผ่นซิงเกิ้ลอ้ะ...) อืม... โอเค (วางซีดีลง และล่องลอยไปบูทต่อไป... T^T) แต่ก่อนเก็บบูทราวๆ 15 นาที มีพี่ผู้ชายคนนึงเดินดิ่งมาหาที่บูทเลยครับ แล้วพูดจาด้วยประโยคบอกเล่าที่เพราะที่สุดของวันว่า “สองแผ่นครับ!” โอวววว แทบจะลอยออกไปกอดพี่เค้า พร้อมให้โล่รางวัล และเหรียญกล้าหาญอีก 2 ดวง
- แฟตเฟสปีนี้ของเล่นน้อยมว่าก! คาดว่าเตรียมตัวไม่ทัน น้ำแม่งท่วม
- 2 วงที่แจ้งเกิดในดวงใจปีนี้คือ Abuse the Youth (เพิ่งฟังอะ เช้ยเชย) สำเนียงการเล่นดีโคตร และ Shining Star ที่เรียกได้ว่าหาวงโซลแบนด์แบบนี้ในบ้านเรามานานแล้ว ออกอัลบั้มเร็วๆ นะพี่ ผมจะกำเงินเตรียมจ่ายแล้ว ฮ่าๆๆ
- อนึ่ง ปีนี้ระบบซีเคียวริตี้ดีมาก เวียนบัตรไม่ได้ และแอบอิ๊อ๊ะ เอาเพื่อนเข้ามาไม่ได้เลย = =’ (ก็ดีแล้ว จะไปโกงงานเค้าทำไม...)
- ประสบการณ์แปลกใหม่ล่าสุดคือนั่งฟังเพลงของเวทีข้างๆ อยู่ที่บูทจากเสียงสะท้อนตึกฝั่งตรงข้าม ได้อารมณ์ดีเลย์ๆ ไปอีกแบบ ฮ่าๆๆๆ
- เออ!! วันแรกตอนดึกๆ มีผู้หญิงคนนึงโผล่หน้าออกมาจากเต็นท์ข้างๆ ถามว่าซีดีราคาเท่าไหร่ แล้วไม่ซื้อ... จากนั้นเจ๊แกก็หดหน้ากลับไป ผมก็ด้วยความสงสัย ก็เลยเดินไปดูเจ๊แก ปรากฏว่าเจ๊แกหายไป!! (คือ...เจ๊แกมุดด้านหลังออกไปน่ะ ก็ไม่เข้าใจว่าจะลำบากมุดเต็นท์มาถามราคาแล้วไม่ซื้อทำไม ลำบากนะ ฮ่าๆๆ)
- สองวันนี้เข้าห้องน้ำน้อยมาก คาดว่าน้ำที่บริโภคได้กลั่นตัวออกไปเป็นเหงื่อหมดแล้ว...
- ได้ยินจากป๊อกกี้ว่าบูทโซน B คนเดินน้อยมากจนพ่อค้าแม่ค้าประท้วงด้วยการย้ายไปขายที่เต็นท์ที่อื่นมันซะเลย
- และได้ยินว่ามีแม่ค้าที่ยักยอกลอบเอาเพื่อนไร้บัตรเข้ามา ก็เลยโดนพี่ซีเคียวริตี้ซิว ไล่ออกไปนอกงานอย่างนุ่มนวล (ฟังแล้วหนาวขี้มากๆ กูเกือบไปแล้ว ฟู่ว์...)
- หน้าพีจ๋องและพี่บอย ตรัย ตรงหน้างาน ฮาเหงือกแล่บ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
- สรุปยอดเสียตังค์... ซีดี 1 แผ่น, เสื้อยืด 1 ตัว, เคสไอโฟน 1 อัน, สมุดโน้ตเล็กๆ ไม่มีเส้น 1 เล่ม
- ไม่รู้จะซื้อสมุดโน้ตมาทำไม เพราะก็มีอยู่แล้ว... (ก็ปกมันสวยอ้ะ!)
- พบว่าดีแล้วที่ในงานแฟตเฟสมีกระทิงแดงให้ดื่มกินกันอย่างมากมาย เพราะงานนี้ใช้พลังงานโคตรเยอะ ในการเดินในระยะทางน้องๆ มาราธอนและต่อสู้กับความร้อนระดับทะเลทรายโกบี โอว กูแม่งถึกเถื่อนกรรมกรมาก
- แต่เดี๋ยวปีหน้าเอาอีกนะ ติดใจการขาย ฮ่าๆๆ :P

ตำรารักทะลุตรรกะโลก...

posted on 10 Jun 2011 15:59 by joebongo
 
เมื่อคืนผมเพิ่งไปดู Sex & Zen 3D มาครับ...
 
เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ผมดูจบแล้วอยากมาเขียนรีวิวอยากฉับพลัน...เพราะแม่มเพี้ยนได้ใจจริงๆ!! ฮ่าๆๆๆ
 
อ่ะ... เีริ่ม! (เนื้อหาด้านล่างนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของหนัง - อยากเขียนคำนี้มานานแล้ว ฮ่าๆๆ)
 
ด้วยเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ ก็โคตรดังมาตั้งแต่ประกาศสร้างแล้ว ด้วยความที่ว่ามันเป็นหนังโป๊! แถมยังสามมิติ!! เรื่องแรกของโลก!!! (เรื่องนี้เป็นภาคสามของหนังซีรีส์นี้แล้วนะครับ ภาคแรกมีซูฉีเล่นด้วยเหอะ!)
 
เนื้อเรื่องมันเริ่มมาจากชายคนนึง ชื่ออะไรไม่ต้องไปจำ (เพราะจำไม่ได้ - -' ขอเรียกว่าพี่หื่นแล้วกัน) รู้แต่ว่าไอ้นี่ไปแย่ง(คนที่กำลังจะเป็น)เมียเพื่อนมา แล้วดั๊นมีปัญหาการหลั่งไวและลีลารักไม่เด็ดดวง... ก็เลยหย่ากัน... (ตั้งแต่ 15 นาทีแรกของหนัง) แล้วพี่หื่นก็ไปอยู่กับองค์ชายหนิง ผู้ฟุ้งเฟ้อ และมีชีวิตเซ็กซ์สุดโลดโผน (ขอยกให้ฉากเหินฟ้าโจ๊ะเด๊ะกันขององค์ชายแก เป็นฉากแห่งปี) โดยพี่หื่นไปเป็นข้ารับใช้ 10 ปี แลกกับการได้โจ๊ะเด๊ะกับสาวสุดเอ็กซ์ขององค์ชายที่มีความสามารถในการพัฒนาลีลารักของคู่นอนให้สะเด็ดสะเด่า (เขียนไปเขียนมาศัพท์ชักจะเสพสมบ่มิสมขึ้นเรื่อยๆ - -')
 
ทีนี้พออยู่ไปๆ นานๆ เข้าพี่หื่นแกก็รู้สึกไม่มีความสุขเพราะกระปู๋พี่แกเล็กเหลือเกิน ประจวบเหมาะกับที่พี่แกได้เจอกับผู้เฒ่าราคะ... ที่มีรูปลักษณ์เป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก (แต่พากษ์ทับด้วยเสียงชายห้าวเป้งมาก) ผู้มีความสามารถพิเศษในการบังคับกระปู๋ได้อย่างใจ (เอาไปทำอะไรว๊ะ!!!?) = =' แถมพี่แกโชว์ฝีมือ(?)ด้วยการเอากระปู๋ทำลายล้อเกวียนให้ดูด้วย (โอยยย...)
หลังจากเห็นความอนาถของกระปู๋พี่หื่น ท่านผู้เฒ่าราคะก็แนะนำให้พี่แกไปผ่าตัดเปลี่ยนกระปู๋!! ซึ่งพี่หื่นตัดสินใจจะเปลี่ยนกับกระปู๋ม้า!! เพราะมันใหญ่ดี = ='
 
พอกลับมาหลังจากผ่าตัดและได้ไปฝึกลีลารักกับพ่อเฒ่าฯ มาแล้ว พี่แกก็กลับมาด้วยโฉมใหม่ หื่นกว่าเดิม - -' โจ๊ะเด๊ะสาวทีเดียว 10 คน สร้างความอิจฉาแก่องค์ชายหนิงยิ่งนัก อันนำมาซึ่งช่วงท้ายของเรื่องที่พี่หื่น (และภรรเมียที่ตามมาช่วยพี่หื่น) โดนองค์ชายหนิงนำตัวมาทรมานทรกรรม
แต่ช้าก่อน!! ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น หนังยังเฉลยแฟลชแบ็กกลับไปตอนต้นว่าฉากแรกของเรื่องที่พี่หื่นนินทาองค์ชายหนิงอยู่กับหลวงพ่อ (ที่พี่หื่นไปอาศัยอยู่ด้วยตั้งแต่เด็ก) นั้นองค์ชายแกผ่านมาได้ยินพอดี... ที่ด้านนอกกุฏิในวัดที่อยู่สูงจากน้ำทะเลสัก 300 ฟิตได้มั้ง... แล้วองค์ชายก็ผูกใจเจ็บเรื่องนี้มาโดยตลอด (โอ๋ๆ ขี้น้อยใจ...)
 
ตอนจบก็... ไปดูเองเถอะ... แต่ถ้าไม่ดูก็ไม่เป็นไร แต่ขอเตือนว่าคุณจะพลาดหนังคัลท์สุดติ่งเรื่องหนึ่งในปีนี้เลยทีเดียว (ส่วนตัวเนื้อเรื่อง จริงๆ แล้วมันก็ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศพอดูครับ แต่ผมขอผ่าน เพราะประเด็นหลักของเรื่องนี้คือความเพี้ยน ฮ่าๆๆ)
 
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เพลินมากๆ หนึ่ง คือการได้ฟังเสียงพากษ์จากพันธมิตรที่ยังคงความบันเทิงไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะการพากษ์เติมเวลาที่ตัวละครไม่ได้ขยับปากพูด (หรือศัพท์เทคนิคเรียกว่า พากษ์เสือก) สอง คือความเป็นหนังสามมิติ ที่หนังพยายามเล่นกับกล้องสามมิติมากๆ ทั้งกระสุนที่พุ่งใส่แสกหน้าคนดู ฉากที่ข้าวของถล่มทลายปลิวไปมา ตัวละครมีดบิน (ที่ใส่มาโชว์สามมิติชัดๆ) และฉากตัวละครเปิดนมใส่หน้าคนดูอย่างไร้เหตุผล (ฮ่าๆๆๆ)
 
ส่วนตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงทั้งหลาย ทำให้ผมสงสัยว่าทำไมคนสวยๆ ขนาดนี้ต้องมาทำอาชีพนางเอกหนังโป๊นะ ไม่เข้าใจจริงๆ เพราะนางเอกสวยมากกกก บอกว่าเป็นคุณหนู (ตามท้องเรื่อง) ก็น่าเชื่อ
 
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เพลิน ก็น่าจะอยู่ที่รสนิยมอันเรียกได้ว่าวิตถาร ของตัวละครองค์ชายหนิง ที่ทำให้ผมถึงขนาดกระเดือกป๊อปคอร์นแทบไม่ลง (ก็ยังจะซื้อเข้าไปกินเนาะกู = =')
 
และจุดที่ดีที่สุดของหนังนี้อยู่ที่แอนิเมชั่นช่วงเปิดเรื่องอันเนียนตาและเพลงปิด End credit ที่ไม่รู้ว่าจะเพราะขนาดนี้ไปทำไม ฮ่าๆๆ
 
ถ้าหากใครที่ได้ดูแล้วอยากถามว่ามันเซนตรงไหน? ผมขอตอบให้เลยครับว่าไม่มี! ฮ่าๆๆ แต่ถ้าหากจะคุ้ยเขี่ยกันซักหน่อยแล้ว... ข้อคิดที่เซนที่สุดที่ได้จากหนัง น่าจะเป็นความมีเหตุผลโดยไร้เหตุผล... เพราะหนังพี่แกไร้ตรรกะสิ้นดี!! แต่ก็ยังดำเนินเรื่องต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้งจนจบ! โอ้วแม่เจ้า~!!
 
ถ้าใครจะไปดู ผมแนะนำให้ทิ้งเหตุผลไว้ที่บ้าน แล้วคุณจะเพลินกับหนังได้ไม่ยากครับ (เออ... อย่าเผลอซื้อป๊อปคอร์นเข้าไปนะ ไม่ได้กินหรอก - -')