ตำรารักทะลุตรรกะโลก...
posted on 10 Jun 2011 15:59 by joebongo

- บล็อกต่อไปนี้ เป็นโครงการสนุกๆ จากพี่แป้ง บ.ก. นิตยสารคอมพิวเตอร์อาร์ต เจ้านายของผม กำหนดให้มีการวางธีมแต่ละสัปดาห์ขึ้นมา เพื่อให้กองบ.ก.ทุกคน เขียนอะไรก็ได้ที่ว้อนท์ในหัวข้อธีมนั้นๆ และนี่คือธีมแรก 'หนังสือ' -
...
...
ในห้องเรียนชั้นป.5/1 เด็กชายนทธัญ ใช้ความพยายาอย่างมากขณะที่นั่งเรียนอยู่กลางห้อง ผมบีบความกว้างของหนังตาลงเพ่งมองกระดานดำอย่างยากเย็น แต่ก็ยังไม่อาจมองกระดานดำให้ชัดเจนขึ้นได้ พร้อมกันนั้นยังผมรู้สึกได้ว่าผมกำลังเริ่มปวดหัว ปวดตา และมันกำลังเล่นงานสมาธิผมอย่างหนัก แถมอาจารย์พูดก็ฟังไม่รู้เรื่อง...หลับดีกว่า
วันต่อมา แม่ของผมพาผมไปหาหมอ และก็ได้ความว่าผมสายตาสั้น... ต้องใส่แว่นตา เนื่องด้วยเพราะว่าผมอ่านหนังสือ (หนักไปทางหนังสือการ์ตูน) มากเกินไป แถมยังสะเออะอ่านในที่มืดอีกต่างหาก
ตั้งแต่วันนั้น ข้ออ้างในการแอบหลับในห้องเรียนของผมก็หมดไป...(แต่ก็ยังแอบหลับอยู่ดี)
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่ผมเริ่มอ่านหนังสือ เพราะตั้งแต่จำความได้ ผมก็มีหนังสืออยู่ในมือแล้ว
แม่เล่าให้ผมฟังจากความทรงจำว่า ตอนที่ผมยังไม่รู้ความเลยด้วยซ้ำ แม่ตัดกระดาษเป็นการ์ดใบเล็กๆ เขียนตัวอักษรและศัพท์ภาษาอังกฤษลงไป แล้วท่องให้ผมฟัง อ่านทีละคำ จนผมจำได้ขึ้นใจ ซ้ำยังพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่เด็ก
ตอนเด็กๆ หนังสือที่ผมสนใจอ่านก็หนีไม่พ้นประเภท เรื่องลี้ลับ เช่น ผี ยูเอฟโอ เนสซี แล้วก็หนังสือจำพวกไดโนเสาร์ รวมไปถึงการ์ตูน เรียกได้ว่าเห็นหนังสือหมวดนี้ที่ไหน ต้องลงไปดิ้นกับพื้นให้แม่ซื้อเลยทีเดียว
พอโตขึ้น ผมก็เปลี่ยนไปอ่านอย่างอื่นมากขึ้น เริ่มสนใจหนังสือปรัชญา ประวัติศาสตร์ เทพปกรณัม และแน่นอน ผมยังคงอ่านการ์ตูน
ตอนนี้ผมทำงานแล้ว แต่ก็ยังคงอ่านอยู่ ผมทำงานพิสูจน์อักษร งานที่ต้อง 'อ่าน ' เพราะว่าเค้าจ้างผมมาให้อ่าน (และถึงแม้จะไม่ได้จ้าง แต่ผมก็ยังคงอ่านการ์ตูน)
ตอนที่ฝึกงานอยู่ที่อะเดย์ มีเพื่อนสัมภาษณ์ผมว่าทำไมถึงทำงานด้านนี้
"นี่คือสันดานของผม" ผมตอบ "แม้ผมชอบทำงานหลายๆ ประเภท...แต่ว่าสันดานที่เป็นคนชอบอ่านของผม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามงานที่ทำ" แม้ผมจะเป็นใคร ทำงานอะไรอยู่ ผมเชื่อว่าผมก็ยังเป็นคนชาติหนอนอยู่ดี ต้องขอบคุณแม่ผมสำหรับสัญชาติหนอนที่ติดตัวผมมา
ผมภูมิใจที่ได้ใช้สิ่งที่ชอบ สันดานที่เป็น มาทำงาน และทำเงินให้ตัวเองได้
ผมคงไม่เป็นปรู๊ฟไปตลอดชีวิต แต่อีก 10-20 ปีข้างหน้า แม้จะไม่รู้ว่าผมจะทำงานอะไรอยู่ในขณะนั้น
แต่ผมจะยังอ่านหนังสืออยู่เช่นเดิม
และแน่นอน ผมก็จะยังคงอ่านการ์ตูน
ผมเคยได้ยินประโยคหนึ่งจากยัยตัวร้ายของผม...
"ถ้าคุณตื่นมาตอนเช้า แล้วอย่างแรกที่คุณอยากจะทำคือร้องเพลงล่ะก็...คุณก็ควรเป็นนักร้อง"
เป็นประโยคจากหนังเรื่อง Sister Act - ชีเฉาก๊วย นำแสดงโดย วูปี้ โกลด์เบิร์ก
ครับ...ตอนนี้ยัยตัวร้ายของผม เป็นนักร้องไปเรียบร้อยโรงเรียนชีแล้วครับ
เศร้านิดๆ ที่เราจะมีเวลาให้กันน้อยลง... เจอหน้ากันน้อยลง... เข้าใจกันน้อยลง... คุยกันน้อยลง
แต่ผมก็ดีใจ ที่ฝันของเธอจะเป็นจริงเสียที
ตอนยังเรียนอยู่โรงเรียน คลาสภาษาไทยสอนผมว่า 'นัก' แปลว่า ผู้ที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นนิจ เป็นอาชีพ
นักร้องก็คือผู้ที่ร้องเป็นอาชีพ นักเรียนก็ผู้ที่เรียนเป็นอาชีพ
นักฟุตบอลก็เตะฟุตบอลกันเป็นอาชีพ นักการเมืองก็เล่นการเมืองเป็นอาชีพ ฉันใดก็ฉันนั้น
นักดนตรีก็คือผู้ที่เล่นดนตรีเป็นอาชีพ...
วันนี้...และวันก่อน... ผมเปิดดูคอนเสิร์ตที่ซื้อมาดองไว้นานแล้ว
เป็นคอนเสิร์ตของซานตาน่า และ Jamiroquai
ตอนซื้อนี่ คิดแต่ว่าจะเอามาเปิดดูมือเปอร์คัสชั่นตีมันอย่างเดียวเลย
แล้วผมก็ไม่ผิดหวัง ทั้งสองคอนเสิร์ตมีมือเปอร์คัสชั่นที่เล่นเก่งอย่างกับเทวดา
อยากจะบอกว่า อารมณ์ตอนนั้นของผมมันพลุ่งพล่านมาก
ไม่รู้ใครเคยเป็นรึเปล่า แต่ถ้าผมเห็นคนเล่นคอนเสิร์ตเก่งๆ เจ๋งๆ
เลือดผมจะฉีดพล่าน...
ผมอยากอยู่บนนั้น... เล่นอย่างนั้น... เป็นอย่างนั้น... มีความสุขอย่างนั้น
เมื่อกี้... เพิ่งดูรูปคอนเสิร์ตอีทีซี วงดนตรีที่ผมชอบมาก
เลือดพล่านอีกแล้ว...
ไม่รู้ว่าซักวันผมจะได้เป็นอย่างนั้นมั้ย... ในเมื่ออาชีพทางดนตรีกับการมีกะตังค์เลี้ยงชีพ มันดูจะเข้ากันไม่ได้ในสายตาใครหลายๆคน
...แม้แต่ผมก็ยังไม่มั่นใจ...
วันก่อนของวันก่อน... ผม และเหล่าอะเดย์จูเนียร์ 6 ทั้งหลาย ไปให้สัมภาษณ์ (โอววว ดังขนาด) ให้กับนิตยสารนักศึกษาฉบับหนึ่ง
หนึ่งในคำถามที่ถามคือ "ต่อจากฝึกงานที่อะเดย์แล้ว ทุกคนอยากทำอะไรต่อครับ"
อื้มมมม น่าคิด
ผมเคยฝันว่าผมจะเป็นนักกฎหมาย ที่เล่นดนตรีไปด้วยยามเลิกงาน
แล้วผมก็เคยฝัน ว่าผมจะทำงานหนังสือไปด้วย แล้วก็เล่นดนตรีไปด้วยหลังเลิกงานอีกเช่นกัน
ฝันผมเปลี่ยนแปลง... แต่สิ่งบางสิ่งไม่เปลี่ยนไป
บางทีฝันที่พ่วงไว้ อาจจะเป็นฝันจริงๆก็ได้
ผมเริ่มจะชัดเจน ในฝันของตัวเอง แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจในความมั่นคงนัก แต่ชัวร์มาก
ถ้าวันไหนผมได้มีโอกาสไปหายัยตัวร้ายของผมล่ะก็ ผมจะพูดว่า
"ถ้าคุณเลือดฉีดพล่านเวลาเห็นใครเล่นดนตรีล่ะก็...
...คุณก็ควรเป็นนักดนตรี"