ตำรารักทะลุตรรกะโลก...

posted on 10 Jun 2011 15:59 by joebongo
 
เมื่อคืนผมเพิ่งไปดู Sex & Zen 3D มาครับ...
 
เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ผมดูจบแล้วอยากมาเขียนรีวิวอยากฉับพลัน...เพราะแม่มเพี้ยนได้ใจจริงๆ!! ฮ่าๆๆๆ
 
อ่ะ... เีริ่ม! (เนื้อหาด้านล่างนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของหนัง - อยากเขียนคำนี้มานานแล้ว ฮ่าๆๆ)
 
ด้วยเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ ก็โคตรดังมาตั้งแต่ประกาศสร้างแล้ว ด้วยความที่ว่ามันเป็นหนังโป๊! แถมยังสามมิติ!! เรื่องแรกของโลก!!! (เรื่องนี้เป็นภาคสามของหนังซีรีส์นี้แล้วนะครับ ภาคแรกมีซูฉีเล่นด้วยเหอะ!)
 
เนื้อเรื่องมันเริ่มมาจากชายคนนึง ชื่ออะไรไม่ต้องไปจำ (เพราะจำไม่ได้ - -' ขอเรียกว่าพี่หื่นแล้วกัน) รู้แต่ว่าไอ้นี่ไปแย่ง(คนที่กำลังจะเป็น)เมียเพื่อนมา แล้วดั๊นมีปัญหาการหลั่งไวและลีลารักไม่เด็ดดวง... ก็เลยหย่ากัน... (ตั้งแต่ 15 นาทีแรกของหนัง) แล้วพี่หื่นก็ไปอยู่กับองค์ชายหนิง ผู้ฟุ้งเฟ้อ และมีชีวิตเซ็กซ์สุดโลดโผน (ขอยกให้ฉากเหินฟ้าโจ๊ะเด๊ะกันขององค์ชายแก เป็นฉากแห่งปี) โดยพี่หื่นไปเป็นข้ารับใช้ 10 ปี แลกกับการได้โจ๊ะเด๊ะกับสาวสุดเอ็กซ์ขององค์ชายที่มีความสามารถในการพัฒนาลีลารักของคู่นอนให้สะเด็ดสะเด่า (เขียนไปเขียนมาศัพท์ชักจะเสพสมบ่มิสมขึ้นเรื่อยๆ - -')
 
ทีนี้พออยู่ไปๆ นานๆ เข้าพี่หื่นแกก็รู้สึกไม่มีความสุขเพราะกระปู๋พี่แกเล็กเหลือเกิน ประจวบเหมาะกับที่พี่แกได้เจอกับผู้เฒ่าราคะ... ที่มีรูปลักษณ์เป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก (แต่พากษ์ทับด้วยเสียงชายห้าวเป้งมาก) ผู้มีความสามารถพิเศษในการบังคับกระปู๋ได้อย่างใจ (เอาไปทำอะไรว๊ะ!!!?) = =' แถมพี่แกโชว์ฝีมือ(?)ด้วยการเอากระปู๋ทำลายล้อเกวียนให้ดูด้วย (โอยยย...)
หลังจากเห็นความอนาถของกระปู๋พี่หื่น ท่านผู้เฒ่าราคะก็แนะนำให้พี่แกไปผ่าตัดเปลี่ยนกระปู๋!! ซึ่งพี่หื่นตัดสินใจจะเปลี่ยนกับกระปู๋ม้า!! เพราะมันใหญ่ดี = ='
 
พอกลับมาหลังจากผ่าตัดและได้ไปฝึกลีลารักกับพ่อเฒ่าฯ มาแล้ว พี่แกก็กลับมาด้วยโฉมใหม่ หื่นกว่าเดิม - -' โจ๊ะเด๊ะสาวทีเดียว 10 คน สร้างความอิจฉาแก่องค์ชายหนิงยิ่งนัก อันนำมาซึ่งช่วงท้ายของเรื่องที่พี่หื่น (และภรรเมียที่ตามมาช่วยพี่หื่น) โดนองค์ชายหนิงนำตัวมาทรมานทรกรรม
แต่ช้าก่อน!! ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น หนังยังเฉลยแฟลชแบ็กกลับไปตอนต้นว่าฉากแรกของเรื่องที่พี่หื่นนินทาองค์ชายหนิงอยู่กับหลวงพ่อ (ที่พี่หื่นไปอาศัยอยู่ด้วยตั้งแต่เด็ก) นั้นองค์ชายแกผ่านมาได้ยินพอดี... ที่ด้านนอกกุฏิในวัดที่อยู่สูงจากน้ำทะเลสัก 300 ฟิตได้มั้ง... แล้วองค์ชายก็ผูกใจเจ็บเรื่องนี้มาโดยตลอด (โอ๋ๆ ขี้น้อยใจ...)
 
ตอนจบก็... ไปดูเองเถอะ... แต่ถ้าไม่ดูก็ไม่เป็นไร แต่ขอเตือนว่าคุณจะพลาดหนังคัลท์สุดติ่งเรื่องหนึ่งในปีนี้เลยทีเดียว (ส่วนตัวเนื้อเรื่อง จริงๆ แล้วมันก็ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศพอดูครับ แต่ผมขอผ่าน เพราะประเด็นหลักของเรื่องนี้คือความเพี้ยน ฮ่าๆๆ)
 
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เพลินมากๆ หนึ่ง คือการได้ฟังเสียงพากษ์จากพันธมิตรที่ยังคงความบันเทิงไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะการพากษ์เติมเวลาที่ตัวละครไม่ได้ขยับปากพูด (หรือศัพท์เทคนิคเรียกว่า พากษ์เสือก) สอง คือความเป็นหนังสามมิติ ที่หนังพยายามเล่นกับกล้องสามมิติมากๆ ทั้งกระสุนที่พุ่งใส่แสกหน้าคนดู ฉากที่ข้าวของถล่มทลายปลิวไปมา ตัวละครมีดบิน (ที่ใส่มาโชว์สามมิติชัดๆ) และฉากตัวละครเปิดนมใส่หน้าคนดูอย่างไร้เหตุผล (ฮ่าๆๆๆ)
 
ส่วนตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงทั้งหลาย ทำให้ผมสงสัยว่าทำไมคนสวยๆ ขนาดนี้ต้องมาทำอาชีพนางเอกหนังโป๊นะ ไม่เข้าใจจริงๆ เพราะนางเอกสวยมากกกก บอกว่าเป็นคุณหนู (ตามท้องเรื่อง) ก็น่าเชื่อ
 
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เพลิน ก็น่าจะอยู่ที่รสนิยมอันเรียกได้ว่าวิตถาร ของตัวละครองค์ชายหนิง ที่ทำให้ผมถึงขนาดกระเดือกป๊อปคอร์นแทบไม่ลง (ก็ยังจะซื้อเข้าไปกินเนาะกู = =')
 
และจุดที่ดีที่สุดของหนังนี้อยู่ที่แอนิเมชั่นช่วงเปิดเรื่องอันเนียนตาและเพลงปิด End credit ที่ไม่รู้ว่าจะเพราะขนาดนี้ไปทำไม ฮ่าๆๆ
 
ถ้าหากใครที่ได้ดูแล้วอยากถามว่ามันเซนตรงไหน? ผมขอตอบให้เลยครับว่าไม่มี! ฮ่าๆๆ แต่ถ้าหากจะคุ้ยเขี่ยกันซักหน่อยแล้ว... ข้อคิดที่เซนที่สุดที่ได้จากหนัง น่าจะเป็นความมีเหตุผลโดยไร้เหตุผล... เพราะหนังพี่แกไร้ตรรกะสิ้นดี!! แต่ก็ยังดำเนินเรื่องต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้งจนจบ! โอ้วแม่เจ้า~!!
 
ถ้าใครจะไปดู ผมแนะนำให้ทิ้งเหตุผลไว้ที่บ้าน แล้วคุณจะเพลินกับหนังได้ไม่ยากครับ (เออ... อย่าเผลอซื้อป๊อปคอร์นเข้าไปนะ ไม่ได้กินหรอก - -')

หนังสือ

posted on 02 Feb 2010 16:38 by joebongo

- บล็อกต่อไปนี้ เป็นโครงการสนุกๆ จากพี่แป้ง บ.ก. นิตยสารคอมพิวเตอร์อาร์ต เจ้านายของผม กำหนดให้มีการวางธีมแต่ละสัปดาห์ขึ้นมา เพื่อให้กองบ.ก.ทุกคน เขียนอะไรก็ได้ที่ว้อนท์ในหัวข้อธีมนั้นๆ และนี่คือธีมแรก 'หนังสือ' -

...

...

 

    ในห้องเรียนชั้นป.5/1 เด็กชายนทธัญ ใช้ความพยายาอย่างมากขณะที่นั่งเรียนอยู่กลางห้อง ผมบีบความกว้างของหนังตาลงเพ่งมองกระดานดำอย่างยากเย็น แต่ก็ยังไม่อาจมองกระดานดำให้ชัดเจนขึ้นได้ พร้อมกันนั้นยังผมรู้สึกได้ว่าผมกำลังเริ่มปวดหัว ปวดตา และมันกำลังเล่นงานสมาธิผมอย่างหนัก แถมอาจารย์พูดก็ฟังไม่รู้เรื่อง...หลับดีกว่า

    วันต่อมา แม่ของผมพาผมไปหาหมอ และก็ได้ความว่าผมสายตาสั้น... ต้องใส่แว่นตา เนื่องด้วยเพราะว่าผมอ่านหนังสือ (หนักไปทางหนังสือการ์ตูน) มากเกินไป แถมยังสะเออะอ่านในที่มืดอีกต่างหาก

    ตั้งแต่วันนั้น ข้ออ้างในการแอบหลับในห้องเรียนของผมก็หมดไป...(แต่ก็ยังแอบหลับอยู่ดี)

    ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่ผมเริ่มอ่านหนังสือ เพราะตั้งแต่จำความได้ ผมก็มีหนังสืออยู่ในมือแล้ว

    แม่เล่าให้ผมฟังจากความทรงจำว่า ตอนที่ผมยังไม่รู้ความเลยด้วยซ้ำ แม่ตัดกระดาษเป็นการ์ดใบเล็กๆ เขียนตัวอักษรและศัพท์ภาษาอังกฤษลงไป แล้วท่องให้ผมฟัง อ่านทีละคำ จนผมจำได้ขึ้นใจ ซ้ำยังพูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่เด็ก

    ตอนเด็กๆ หนังสือที่ผมสนใจอ่านก็หนีไม่พ้นประเภท เรื่องลี้ลับ เช่น ผี ยูเอฟโอ เนสซี แล้วก็หนังสือจำพวกไดโนเสาร์ รวมไปถึงการ์ตูน เรียกได้ว่าเห็นหนังสือหมวดนี้ที่ไหน ต้องลงไปดิ้นกับพื้นให้แม่ซื้อเลยทีเดียว

    พอโตขึ้น ผมก็เปลี่ยนไปอ่านอย่างอื่นมากขึ้น  เริ่มสนใจหนังสือปรัชญา ประวัติศาสตร์ เทพปกรณัม และแน่นอน ผมยังคงอ่านการ์ตูน

    ตอนนี้ผมทำงานแล้ว แต่ก็ยังคงอ่านอยู่ ผมทำงานพิสูจน์อักษร งานที่ต้อง 'อ่าน ' เพราะว่าเค้าจ้างผมมาให้อ่าน (และถึงแม้จะไม่ได้จ้าง แต่ผมก็ยังคงอ่านการ์ตูน)
    ตอนที่ฝึกงานอยู่ที่อะเดย์ มีเพื่อนสัมภาษณ์ผมว่าทำไมถึงทำงานด้านนี้

    "นี่คือสันดานของผม" ผมตอบ "แม้ผมชอบทำงานหลายๆ ประเภท...แต่ว่าสันดานที่เป็นคนชอบอ่านของผม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามงานที่ทำ" แม้ผมจะเป็นใคร ทำงานอะไรอยู่ ผมเชื่อว่าผมก็ยังเป็นคนชาติหนอนอยู่ดี ต้องขอบคุณแม่ผมสำหรับสัญชาติหนอนที่ติดตัวผมมา

    ผมภูมิใจที่ได้ใช้สิ่งที่ชอบ สันดานที่เป็น มาทำงาน และทำเงินให้ตัวเองได้

    ผมคงไม่เป็นปรู๊ฟไปตลอดชีวิต แต่อีก 10-20 ปีข้างหน้า แม้จะไม่รู้ว่าผมจะทำงานอะไรอยู่ในขณะนั้น

    แต่ผมจะยังอ่านหนังสืออยู่เช่นเดิม

    และแน่นอน ผมก็จะยังคงอ่านการ์ตูน

นักดนตรี

posted on 07 Oct 2009 01:06 by joebongo

ผมเคยได้ยินประโยคหนึ่งจากยัยตัวร้ายของผม...

"ถ้าคุณตื่นมาตอนเช้า แล้วอย่างแรกที่คุณอยากจะทำคือร้องเพลงล่ะก็...คุณก็ควรเป็นนักร้อง"

เป็นประโยคจากหนังเรื่อง Sister Act - ชีเฉาก๊วย นำแสดงโดย วูปี้ โกลด์เบิร์ก

 

ครับ...ตอนนี้ยัยตัวร้ายของผม เป็นนักร้องไปเรียบร้อยโรงเรียนชีแล้วครับ

เศร้านิดๆ ที่เราจะมีเวลาให้กันน้อยลง... เจอหน้ากันน้อยลง... เข้าใจกันน้อยลง... คุยกันน้อยลง

แต่ผมก็ดีใจ ที่ฝันของเธอจะเป็นจริงเสียที

 

ตอนยังเรียนอยู่โรงเรียน คลาสภาษาไทยสอนผมว่า 'นัก' แปลว่า ผู้ที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นนิจ เป็นอาชีพ

นักร้องก็คือผู้ที่ร้องเป็นอาชีพ นักเรียนก็ผู้ที่เรียนเป็นอาชีพ

นักฟุตบอลก็เตะฟุตบอลกันเป็นอาชีพ นักการเมืองก็เล่นการเมืองเป็นอาชีพ ฉันใดก็ฉันนั้น

นักดนตรีก็คือผู้ที่เล่นดนตรีเป็นอาชีพ...

 

วันนี้...และวันก่อน... ผมเปิดดูคอนเสิร์ตที่ซื้อมาดองไว้นานแล้ว

เป็นคอนเสิร์ตของซานตาน่า และ Jamiroquai

ตอนซื้อนี่ คิดแต่ว่าจะเอามาเปิดดูมือเปอร์คัสชั่นตีมันอย่างเดียวเลย

แล้วผมก็ไม่ผิดหวัง ทั้งสองคอนเสิร์ตมีมือเปอร์คัสชั่นที่เล่นเก่งอย่างกับเทวดา

อยากจะบอกว่า อารมณ์ตอนนั้นของผมมันพลุ่งพล่านมาก

ไม่รู้ใครเคยเป็นรึเปล่า แต่ถ้าผมเห็นคนเล่นคอนเสิร์ตเก่งๆ เจ๋งๆ

เลือดผมจะฉีดพล่าน...

ผมอยากอยู่บนนั้น... เล่นอย่างนั้น... เป็นอย่างนั้น... มีความสุขอย่างนั้น

 

เมื่อกี้... เพิ่งดูรูปคอนเสิร์ตอีทีซี วงดนตรีที่ผมชอบมาก

เลือดพล่านอีกแล้ว...

ไม่รู้ว่าซักวันผมจะได้เป็นอย่างนั้นมั้ย... ในเมื่ออาชีพทางดนตรีกับการมีกะตังค์เลี้ยงชีพ มันดูจะเข้ากันไม่ได้ในสายตาใครหลายๆคน

...แม้แต่ผมก็ยังไม่มั่นใจ...

 

วันก่อนของวันก่อน... ผม และเหล่าอะเดย์จูเนียร์ 6 ทั้งหลาย ไปให้สัมภาษณ์ (โอววว ดังขนาด) ให้กับนิตยสารนักศึกษาฉบับหนึ่ง

หนึ่งในคำถามที่ถามคือ "ต่อจากฝึกงานที่อะเดย์แล้ว ทุกคนอยากทำอะไรต่อครับ"

อื้มมมม น่าคิด

ผมเคยฝันว่าผมจะเป็นนักกฎหมาย ที่เล่นดนตรีไปด้วยยามเลิกงาน

แล้วผมก็เคยฝัน ว่าผมจะทำงานหนังสือไปด้วย แล้วก็เล่นดนตรีไปด้วยหลังเลิกงานอีกเช่นกัน

ฝันผมเปลี่ยนแปลง... แต่สิ่งบางสิ่งไม่เปลี่ยนไป

บางทีฝันที่พ่วงไว้ อาจจะเป็นฝันจริงๆก็ได้

 

ผมเริ่มจะชัดเจน ในฝันของตัวเอง แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจในความมั่นคงนัก แต่ชัวร์มาก

ถ้าวันไหนผมได้มีโอกาสไปหายัยตัวร้ายของผมล่ะก็ ผมจะพูดว่า

"ถ้าคุณเลือดฉีดพล่านเวลาเห็นใครเล่นดนตรีล่ะก็...

 

...คุณก็ควรเป็นนักดนตรี"